โอ้ เป็นข่าวที่ช็อคมาก เพิ่งรู้เมื่อวานนี่เอง ไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ จริงๆ น่าจะประกาศพร้อม Stew ไปเลยดีกว่า 555 แต่เข้าใจว่าคงถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จริงๆ แค่ Stew ออกไปก่อน มันก็ไม่ใช่ Delirious? วงเดิมอยู่แล้ว การที่มันไม่เหมือนเดิม ก็อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลิกเล่นก็เป็นได้ และตอนนี้ Smith, Stu และ Jon ก็กำลังบุกเบิกงานใหม่กับ CompassionArt อยู่ด้วย เป็นไปได้ว่า การทำงานใหม่ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการทำดนตรีเพื่อช่วยเหลือคนยากจนที่จนมากๆ แต่ไม่ได้ทำในชื่อ Delirious? ก็น่าจะรู้สึกสบายใจกว่า (จริงๆ ก็ไม่อยากเดาอะไรมาก)
อีกเหตุผลของ Smith ก็คล้ายกับ Stew ที่ออกไปก่อน คือ อยากจะอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพราะทำงานกับ CompassionArt คงไม่ต้องไปออกไปทัวร์ตลอดเวลา อาจจะมีบ้าง ปีละไม่กี่ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่คงอยู่ในอังกฤษ อีกอย่างลูกก็โตขึ้นทุกวัน คงจะพาไปทัวร์เรื่อยๆ ไม่ดีแน่ (ดูในรูปสิ ลูกตั้ง 6 คน)
แล้ว Tim ล่ะ จะทำอะไร คาดว่า คงช่วยๆ กันแหล่ะ หรืออาจจะไปดูแลร้าน Purashop ก็เป็นไปได้
แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะเห็น Delirious? เล่นคอนเสิร์ตอีกแค่ 17 เดือน แต่เชื่อว่าระหว่างนี้ น่าจะได้เห็นอัลบัม Live ชุดสุดท้ายออกในปีหน้าแน่ๆ และน่าจะเป็น Live ที่รวมเพลงฮิตเอาไว้ทั้งหมด และคาดว่าจะเป็นอัลบัม Live ที่ดีที่สุดอีกด้วย
ยังไง Delirious? ก็ยังคงเป็นวงอันดับหนึ่งตลอดกาลในใจผม ที่อยากจะหาวงไหนมาแทนได้
ปลายปีนี้ หรือปีหน้าต้องไปดูคอนเสิร์ตสั่งลาซะหน่อยแล้ว
หลังจากที่ส่งต้นฉบับ BRIDGE Magazine ไปแบบทุลักทุเลสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะช้าอะไรกันขนาดนี้ แต่ละคนติดงานกันแบบต่อเนื่อง ผมเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด เหนื่อยสุดๆ เอาละ BRIDGE เล่มใหม่คงคลอดได้ในเร็ววันนี้
เริ่มเดือนใหม่ผมได้งานใหม่เป็นงาน magazine อีก เป็นงานประจำแบบมีเงินเดือน จริงจังมากขึ้น ได้รับมอบหมายให้เป็น Creative Director หน้าที่หลักคือดูแลงานอาร์ตของเล่มโดยการบริหารงานและลงมือจัดหน้าอาร์ตเวิร์คเองด้วย นอกจากนั้นยังรับงานเขียนเล็กๆ น้อย 3 คอลัมน์ในเล่มเดือนกรกฎาคมนี้ เนื่องจากว่าจะต้อง Renovate หนังสือในช่วงนี้ เลยเขียนน้อยหน่อย ไว้อยู่ตัวน่าจะเขียนมากขึ้น
และเนื่องจากว่าตำแหน่งมันลอยๆ อยู่ เลยอาจจะต้องช่วยคิดงานอีกหลายหลาก ทั้ง Event การตลาดและอื่นๆ อีกด้วยมั๊ง 555
ทำงานได้ 3 วันแล้ว แต่เหนื่อยมาก ไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มานานแล้ว แต่ใจก็มีความสุขที่ได้ทำ พระเจ้าอวยพรแบบเหนือความคาดหมายมากๆ โดยการที่เจ้าของหนังสือ เป็น Agency ส่งคนไปเรียนออสเตรเลีย และเป็นโรงเรียนสอนภาษา ทำให้พนักงานจะได้เรียนภาษาฟรี แต่ต้องไปดูว่า Course IELTS จะได้ฟรีด้วยไหม ต้องไปทดสอบก่อน อย่างน้อยได้ส่วนลดเยอะหน่อยก็น่าจะเวิร์ค 555
เขียนแค่นี้ก่อน ง่วงนอนมาก ไว้มาอัพเดตใหม่
มีเพลงและ MV ใหม่ของ Switchfoot เลยต้องมาอัพเดตซะหน่อย จริงๆ ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกในงาน Dove Awards ที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเป็นการเล่นสดครั้งแรกของ Switchfoot ใน Dove ก็คงเป็นเพราะว่าเขาดังใน Mainstream มากกว่าด้วย และโปรแกรมทัวร์ที่ยาวเหยียดทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่นสักที
เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เนื่อง Narnia ภาค Prince Caspian ที่ใครๆ กำลังรอคอยกันอยู่ Jon (ร้องนำ) บอกว่า เขาและน้องชาย (Tim) ได้รู้จัก Narnia ตั้งแต่เด็กๆ เลยซึ่งคุณพ่อของเขาได้อ่านได้ฟังก่อนนอน เขารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้
เขาพยายามเก็บความทรงจำที่ถูกฝังลึกไว้ในใจเกี่ยวกับงานเขียนของ Lewis ดังนั้นเขาจึงพยายามคิดกลับว่าเรื่องราวเหล่านี้มีความหมายอย่างไรกับเขา ซึ่งเวลานั้นเขาอายุ 6 ขวบ และเขียนมันออกมาด้วยมุมมองเหล่านั้น เพลงได้มีชื่อว่า “This is Home” มันเป็นการเดินทางอย่างแน่นอน เพราะว่าเพลงจาก San Diego ได้มาร้อยเรียงกันที่ Abbey Road ใน London และสำเร็จด้วยการถ่ายวิดีโอใน Hollywood
ในขณะที่เพลงนี้กำลังโปรโมตและจะบรรจุอยู่ในอัลบัม Soundtrack ที่จะวางขายในวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ เชื่อว่าหลายๆ คนก็กำลังรอคอยที่จะได้รับชม Narnia อยู่เช่นกัน
จะบอกว่าอัลบัม Soundtrack ยังมีเพลงของ Regina Spektor (ศิลปินคริสเตียนเชื่อสาย Russia) ซึ่งเป็นศิลปินที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษบรรจุอยู่ด้วย
Lyrics:
I've got my memories
They're always
Inside of me
But I can't go back
Back to how it was
I believe now
I've seen too much
But I can't go back
Back to how it was
Created for a place
I've never known
Chorus:
This is home
Now I'm finally
Where I belong
Where I belong
Yeah, this is home
I've been searching
For a place of my own
Now I've found it
Maybe this is home
Yeah, this is home
Belief over misery
I've seen the enemy
And I won't go back
Back to how it was
And I got my heart
Set on
What happens next
I got my eyes wide
It's not over yet
We are miracles
And we're not alone
(Chorus)
And now after all
My searching
After all my questions
I'm gonna call it home
I got a brand new mindset
I can finally see
The sunset
I'm gonna call it home
(Chorus)
Now I know
Yeah, this is home
I've come too far
Now I won't go back
This is home
นานๆ จะได้ดู American Idol กับเขาสักที เนื่องจากว่าได้ข่าวว่าเพลง Shout to the Lord ของป้า Darlene Zschech ที่ถูกร้องโดยผู้เข้าแข่งขัน American Idol นั้นมีการเปลี่ยนเนื้อร้องท่อนแรกจาก "My Jesus, My Savior" เป็น "My Shepherd, My Savior" ซึ่งก็ได้รับ comment อย่างล้นหลามจากบรรดาคนไปโบสถ์ทั้งหลายที่อาจจะสงสัยว่า เคยร้องอยู่ทุกอาทิตย์ ว่า My Jesus ไหงกลายมาเป็น My Shepherd ไปได้ เพราะจริงๆ แล้วเพลงนี้เป็นเพลง Gospel/Worship ที่สรรเสริญพระเยซูอย่างชัดเจน มาเปลี่ยนเป็น Shepherd แบบนี้ เหล่าคนไปโบสถ์ทั้งหลาย คงไม่ยอมที่จะให้เหล่า Idol ไปร้องเพลงสรรเสริญ Dr. Shepherd แห่ง Grey's Anatomy เป็นแน่ 555 และในที่สุดรายการ American Idol ในวันถัดมา ก็ได้ตัดสินใจ ใช้เนื้อเวอร์ชันเดิมที่มี My Jesus เข้าไปให้ Idol ร้องอีกครั้ง เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดีครับ
เพราะจริงๆ แล้ว ตลอดรายการ 2 ชั่วโมง ต้องยอมรับว่าเป็นรายการที่ดีมาก โดยเฉพาะสารคดีที่พูดถึงประเด็นปัญหาของสังคมทั้งในอเมริกา และทั่วโลก โดยเฉพาะ Africa ช่วงที่ Bono ไปสำรวจถึงปัญหาเอดส์พร้อมกับ Annie Lennox ผมดูแล้วสุดยอดมาก (ทั้งเศร้าและซาบซึ้ง) แบบว่าถ้าอยู่อเมริกาคงโทรศัพท์ไปบริจาคเงินแล้ว (เวอร์ซะไม่มี) แถมป้า Annie ยังมาร้องต่อในเพลง Many Rivers to Cross ที่แบบว่าสะกดอารมณ์คนดูได้แบบอยู่หมัดเลย เป็นไฮไลท์ของโปรแกรมวันนั้นเลยก็ว่าได้
คงต้องชมว่า รายการสุดยอดจริงๆ แม้จะมีข้อผิดพลาดของการเปลี่ยนเนื้อเพลงบ้างนิดหน่อย ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า รายการคงไม่อยากให้คนดูที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูรู้สึกอึดอัดใจเวลาฟัง แต่การเปลี่ยนเนื้อมันเหมือนกับการไม่ให้เกียรติเจ้าของเพลงนิดหน่อย และก็คงไม่ถึงกับอยากทำร้ายจิตใจคริสเตียนหรือลบหลู่พระเจ้าอะไรขนาดนั้น
เพราะจริงๆ ใจความสำคัญของงานยังอยู่ครบถ้วน คือให้ทุกคนร่วมกันบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ ที่มีอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าจ้างจำนวนมาก ที่คอยไปช่วยเหลือสังคม เพราะยังมีคนด้อยโอกาสอยู่มากจริงๆ ขนาดในอเมริกายังมีเลย แล้วประเทศอื่นๆ ก็ยิ่งมากไปกว่านั้นอีก
วันนี้ได้ฟังเพลงๆ หนึ่งที่สุดยอดมาก คือเพลง "God of this City" จาก youtube เป็นเพลงในเวอร์ชันของ Chris Tomlin ที่ร้องใน Passion Conference ตอนแรกฟังเพลงนี้ก็ชอบทั้งดนตรีและความหมาย แต่ไม่ได้ฟังเต็มเพลงซะที จนวันนี้ได้ฟังเต็มๆ เพลง บอกได้คำเดียวว่า อึ้งไปกับพลังของเพลงนี้ ทั้งเนื้อร้องและดนตรีทำให้เราไม่สามารถขยับไปไหนได้ แบบว่าเหมือนกับบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเลย สัมผัสพระเจ้าชัดเจนมาก
ฟังจบก็นั่งอ่าน Comment ใน youtube ก็ได้ร่องรอยว่าเพลงนี้แต่งโดยวง Bluetree วงที่อยู่ใน Belfast ไอร์แลนด์เหนือ อ่านไปอีกก็เจอว่ามีคนถกกันว่า เพลงนี้แต่งในประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้สนใจเพลงนี้มากขึ้น ผมเลยเข้าไปที่เว็บไซต์ของวง Bluetree นั่งฟังเวอร์ชัน Original ก็แบบสุดยอดมาก มีพลังกว่า และมี Sound Techno ที่ทันสมัยด้วย เพียงแต่เวอร์ชันของ Chris Tomlin จะได้บรรยากาศของการนมัสการสด ก็ดีไปอีกแบบ คิดว่าถ้า Bluetree อัดแบบเล่นสด ก็น่าจะเยี่ยมเหมือนกัน
จากนั้นก็เลยเข้าต่อไปที่ myspace ของ bluetree ไปอ่านเบื้องหลังของเพลงนี้ ผมจะเล่าโดยย่อละกันนะ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 วง Bluetree ได้ไปร่วมงาน "Pattaya Praise" ที่จัดโดยมิชชันนารีจาก Belfast ที่จังหวัดพัทยา พวกเขาแค่อยากไปรับใช้ และไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพัทยาเลย จนไปถึงก็ได้รู้ว่านี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการค้าประเวณี เขารู้สึกเหมือนบรรยากาศได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่เมืองพัทยา คนในรถทัวร์เงียบกันหมด เมื่อได้เห็นสาวๆ ตามท้องถนน แม้เวลานั้นจะร้อนมาก เพราะเป็นเวลากลางวัน แต่กลับเหมือนความมืดมิดได้เข้ามาปกคลุมแล้ว
การเดินไปตามถนน และเห็นผู้หญิงที่แต่งกายน้อยชิ้น ต่างกับคนไทยทั่วไปที่แต่งตัวมิดชิด ก็ทำให้พวกเขาเริ่มโกรธ มองด้วยสายตามมนุษย์ เห็นคนแก่เดินจูงมือผู้หญิง เหมือนพ่อกับลูก มันง่ายที่จะโกรธและยากที่จะรับได้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะไปตัดสิน พวกเขาได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ
พวกเขาอยู่ในงานสรรเสริญพระเจ้าที่ไม่ไกลไปจากแหล่งท่องเที่ยวนี้เท่าไหร่ ซึ่งจิตวิญญาณของงานต้องการจะนมัสการและเผยให้เห็นแสงของพระเจ้าในสถานที่ที่มืดมิดแห่งนี้ พวกเขาอยากจะเล่นให้มากกว่าที่ตารางได้จัดไว้ และเขาได้ไปพบเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งที่ยอมให้เล่นเพลงนมัสการในบาร์ของเธอ ในเงื่อนไขที่ทีมมิชชันนารีที่มาด้วยกันจะต้องซื้อโค้กกันตลอดทั้งคืน เมื่อเดินเข้าไปในบาร์ กลางถนนก็เต็มไปด้วยหญิงสาวที่รอจะทำธุรกิจกันแล้ว ขณะเขาเริ่ม Set Up กัน ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ แต่เมื่อเข้าสู่การนมัสการที่คุ้นเคย ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พระเจ้าเริ่มพูดกับพวกเขา และเขาก็เล่นเพลงที่ออกมาเองแบบไม่รู้ตัว ความจริงก็คือเมื่อคุณนมัสการในสถานที่ใดๆ คุณจะเริ่มเห็นหัวใจของพระเจ้าในสถานที่นั้น พระเจ้าจะบอกอะไรในสถานที่แบบนี้?
ตรงกลางในที่ที่เสื่อมทราม พระเจ้าบอกว่า "เราคือพระเจ้าของเมืองนี้ เราคือราชาของประชาชนเหล่านี้ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะมายิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจะยังคงต้องทำให้สำเร็จ ที่นี่" เพลงยังไม่เคยถูกเขียนมาก่อนหน้านี้ แต่เขากลับออกมาจากบาร์ที่เขานมัสการด้วยเพลงที่ตอนนี้ได้กลายเป็นชื่ออัลบัม "God of this City (Greater things)" เพลงนี้ไม่ใช่แค่สำหรับพัทยา มันเป็นเพลงสำหรับเมืองของคุณ และเป็นความจริง โดยความเชื่อ เราต้องคาดหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ยังคงจะต้องถูกทำให้สำเร็จ
อ่านจบแล้วแบบประทับใจมากๆ เพลงก็สุดยอด อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองฟังเพลงนี้กันครับ แน่นอนหลายสิ่งที่เราเผชิญอยู่มันจะต้องมีอะไรดีขึ้นกว่านี้ แม้แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองไทย เราคงต้องคาดหวังกันต่อไป
นี่เป็นสุดสัปดาห์ที่สุดยอดที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ เริ่มจากการอ่านหนังสือที่จบไป 2 เล่ม
เล่มแรกคือ "ยุคสุดท้าย : คุณพร้อมหรือยัง" โดย เดวิด สไลเคอร์ ที่มีเนื้อหาพูดถึงการศึกษาพระคัมภีร์เกี่ยวกับยุคสุดท้าย เป็นการนำเสนอมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโลกนี้ ซึ่งบรรยายได้น่าสนใจและน่ากลัวพร้อมๆ กัน แต่ก็ยังสอดแทรกความหวังเอาไว้เสมอ เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจที่ดีเล่มหนึ่งแม้ว่า รายละเอียดอาจจะไม่เยอะมาก เพราะผมเองก็อยากรู้อนาคตเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น อ่านแล้วยิ่งคาใจ อยากหาเล่มอื่นมาอ่านอีก
เล่มที่สองคือ "สู่สงครามสุดท้าย" โดย ริค จอยเนอร์ เนื้อหาเล่มนี้จะต่างออกไป เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่เขาเล่าว่า ได้รับนิมิตจากพระเจ้า ให้ไปเห็นการทำสงครามระหว่างคริสเตียนกับซาตาน ในภาพของสงครามจริงๆ เขียนแล้วให้แรงบันดาลใจดีเหมือนกับว่า บางอย่างที่เราเห็นในโลกนี้ว่ายอดเยี่ยม พอไปอยู่ในสวรรค์ กลายเป็นอีกแบบ เหมือนคนหัวแถวในยุคนี้ อาจจะเป็นคนปลายแถวในสวรรค์ คนที่เล็กน้อยในโลกนี้อย่างขอทาน แต่กลับกลายเป็นราชาในสวรรค์ ผมเองก็ไม่อาจบอกได้ว่า ผู้เขียนได้เห็นนิมิตของพระเจ้าจริงๆ ไหม ไม่กล้าตัดสิน แต่อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดดี ต้องกลับมาสำรวจตัวเองมากขึ้น
อีกเรื่อง ที่ให้รับแรงบันดาลใจมาก ก็คือ การไป Bible Study กับ Newsong เป็นครั้งแรก ก็เป็นกลุ่มคริสเตียนเล็กๆ ที่มานั่งแชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับพระคัมภีร์กัน วันพุธที่ผ่านมา มีกันหกคน เป็นคนไทย 2 อเมริกา 4 ฮอลแลนด์ 1 และจีนอีก 1 ยังจำชื่อใครไม่ค่อยได้เลย 555 ก็สนุกดี เหมือนคุยกับคนที่มีความคิดคล้ายๆ กัน สามารถพูดได้เต็มที่ เท่าที่ทักษะภาษาของผมจะเอื้ออำนวย รู้สึกว่ามั่วมาก โดยเฉพาะ Tense แต่ก็พอถูไถไปได้ สอบผ่านอยู่เรื่องเดียว คือ สำเนียง ที่อเมริกันจ๋ามาก สงสัยดูหนังซาวด์แทรกมากไปหน่อย และด้วยความที่สมองประมวลผลไม่ทัน ทำให้เราเอ๋อไปเหมือนกัน ในขณะที่น้องคนไทยอีกคนที่ชื่อคริสติน่า (สงสัยจริงๆ ว่าชื่อไทยจริงๆ ชื่ออะไร) สามารถพูดได้คล่องมาก ก็เธอไปเรียนอังกฤษมานี่ เรามันไม่เคยไปไกลกว่าเอเซียอาคะเนย์เลยจะไปสู้ได้ไง 555
ไปแล้วรู้สึกสมองได้ทำงานเต็มที่มาก และเริ่มกลับมามองตัวเองว่ามุมมองเกี่ยวกับพระคัมภีร์เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะเลย อีกเรื่องที่ชอบก็คือ การนมัสการ แม้จะร้องกัน 3 เพลง แต่รู้สึกได้รับการสัมผัสจากพระเจ้ามาก เยี่ยมจริงๆ
เรื่องต่อมา (รองสุดท้าย) คือเมื่อวาน (วันเสาร์) ได้ไป Night of Worship กับ Newsong ที่ AUA มา สถานที่ก็เล็กๆ เป็นกันเอง เหมาะกับการนมัสการมา รูปแบบก็เป็นคอนเสิร์ตผสมกับ Service ของโบสถ์ เป็นการนมัสการที่ดีที่สุดในรอบปี มีคนมาร้อยกว่าคน ทุกคนจดจ่อกับการนมัสการอย่างเต็มที่ เพลงที่ใช้มีเพลงอย่าง No One Like You ของ David Crowder Band, Let Everything That Has Breath ของ Matt Redman, In The Secret ของ Andy Park, Lord Reign In Me ของ Brenton Brown, Everyday ของ Hillsong และอีกหลายเพลง จริงๆ มีเพลงไทยด้วยเพลงหนึ่ง สงสัยจะแต่งเอง ก็พอไหวอยู่ งานแบ่งเป็นสองช่วง 4 ช่วง คือ คอนเสิร์ตช่วงแรก คำพยานของคนในโบสถ์ แบ่งปันพระคัมภีร์ และคอนเสิร์ตช่วงท้าย ผมชอบดนตรีนมัสการแบบนี้มาก รู้สึกอยากจะร้องเพลงไปเรื่อยๆ ไม่อยากหยุดเลย ดนตรีก็ถือว่าเตรียมมาได้ดีมาก เพลงก็เป็นเพลงที่ผมคุ้นเคยและชอบอยู่แล้ว สัมผัสพระเจ้าในทุกเพลง โดยรวมข้อบกพร่องมีน้อยมาก จนแทบจะไม่มีเลย
ผมว่านี่อาจจะเป็นวงนมัสการที่ดีที่สุดในประเทศเลยก็ได้ ลงตัวดีมาก ถ้าแบบว่ามีเวลาซ้อมอีกนิดจะ Perfect เลย เพราะได้ข่าวว่าซ้อมไป 2 ครั้งเอง
เรื่องสุดท้าย คอนเสิร์ต "กำลังใจ" ของ Lena Maria ที่ BRIDGE ที่เล่นไปวันนี้ (อาทิตย์) เป็นคอนเสิร์ตที่ mix เพลงหลายสไตล์ทั้ง Pop, Jazz, Gospel และ Classic ต้องบอกว่าเสียงของ Lena ฟังแล้วน้ำตาซึมจริงๆ โดยเฉพาะเพลงสรรเสริญพระเจ้า (Hymns) อย่าง How Great Thou Art ซึ่งเป็นเพลงโปรดอยู่แล้ว เธอร้อง ภาษาไทย ภาษาสวีดิช และภาษาอังกฤษ ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย ผมน้ำตาซึมแบบไม่รู้ตัว ซาบซึ้งจริงๆ แถมยังร้องภาษาไทยได้ดีมากๆ ด้วย นอกจาก Lena แล้วยังมี บี พีระพัฒน์ เถรว่อง (อดีตนักร้องนำวงเครสเชนโด) มาร้องคู่อีกสองเพลง โดยเฉพาะเพลง Amazing Grace ที่ร้องในแบบ Classic ได้ดีมากๆ นี่ขนาด บี บอกว่าไม่ค่อยได้ร้องเพลงนี้เท่าไหร่ เธอปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยเพลง When I Fall in Love ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเพลง Jazz อันดับหนึ่งในดวงใจ ก็ทำได้เยี่ยมมาก อาจจะดีกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำไป ในส่วนของวงออเครสตาจาก ม.รังสิต ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แม้จะต้องเล่นเพลงหลากหลายสไตล์มาก รับคำชมไปเต็มๆ เช่นกัน
เป็นคอนเสิร์ตที่อยู่แล้วมีความสุข ดนตรีดี เสียงร้องสุดยอด แถมได้แรงบันดาลใจกลับไปอีกเพียบ ไม่น่าเชื่อว่าคนทีดูเหมือนพิการทางร่างกายจะมีศักยภาพทำอะไรได้มากกว่าคนที่ครบถ้วนทุกอย่างเสียอีก ผมไม่กล้าจะใช้คำว่าพิการกับ Lena ด้วยซ้ำ เพราะเธอพิเศษจริงๆ
จบความประทับใจตลอดสัปดาห์นี้ซะที พระเจ้าอาจจะมีอะไรเซอร์ไพร์ส์กับผมมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้ในสัปดาห์ต่อๆ ไป
ด้วยความที่เป็นคริสเตียน เรามักจะเน้นเรื่องนี้บ่อยมาก เรามักบอกให้รักคนอื่นแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะพระเยซูรักเราแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ทว่าความเป็นจริง ผมยังไม่เคยเจอใครที่ทำได้จริงๆ สักที โดยเฉพาะในสังคมคริสเตียน ซึ่งก็รวมผมเข้าไปด้วย ผมยอมรับว่ายังไม่สามารถทำได้จริงๆ
ผมอ่าน BLUE LIKE JAZZ จบแล้วในวันนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ Don บอกว่า เมื่อเราเจอใครที่ไม่เหมือนเรา แบบว่า อาจจะดูไม่ดี เหมือนอย่างที่เราคิด เราก็มักจะพยายามเข้าไปเปลี่ยนเขา ให้ทำตามเรา และจุดๆ หนึ่งถ้าเราไม่เชื่อเรา ไม่ทำตามเรา เราก็จะหยุดสนใจเขา หรือหยุดรักเขา
จริงๆ แล้วเป็นกันเยอะมาก ในยามที่เราเห็นคนๆ หนึ่งเดินเข้ามาในโบสถ์ เขาอาจจะใส่เสือยืดเก่าๆ ใส่ขาสั้น ใส่รองเท้าแตะ หรืออะไรก็ตาม มักจะมีคนเข้าไปบอกว่า เป็นคริสเตียน เราต้องทำแบบนั้น ทำแบบนี้ คุณต้องเปลี่ยนนั้นเปลี่ยนนี่ แต่งตัวแบบคริสเตียน เมื่อก่อนผมก็รู้สึกว่า โอเค เราต้องทำนั่นทำนี่ แต่อยากจะบอกว่า มันไม่ใช่แก่นของความเชื่อเลย คุณจะแต่งตัวแบบไหน คุณก็ขึ้นสวรรค์ได้ ถ้าคุณเชื่อในการไถ่ ด้วยโลหิตของพระเยซู
ผมมาถึงจุดที่แบบว่า ยอมรับทุกคนในแบบที่เขาเป็น พยายามรักคนอื่นให้ได้ก่อน แบบรักจริงๆ นะ แล้วอย่างอื่น มันก็จะตามมา เขาจะเรียนรู้ผ่านชีวิตของเรา ไม่มีใครเปลี่ยนคนบาปอย่างเราได้หรอก ถ้าไม่ใช่พระเยซู ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจจากพระเจ้า คงไม่มีใครเปลี่ยนแปลงชีวิตแย่ๆ ได้หรอก
พระเจ้ามีเวลาสำหรับแต่ละคนจริงๆ ที่จะผ่านช่วงที่ยากลำบาก เพื่อจะเข้าใจอะไรมากขึ้น เหมือนผมที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น อันไหนที่เราทำเต็มที่แล้ว ช่วยเต็มที่แล้ว แต่ไม่เกิดอะไร ก็คงต้องอธิษฐานต่อไป ฝากไว้กับพระเจ้าจริงๆ
ผมพยายามจะไม่ให้ความรักเป็นเหมือนการแลกเปลี่ยน เราให้เพื่อจะได้รับอะไรตอบแทน แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ต้องให้พระเจ้าช่วยเท่านั้น และทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเราเริ่มที่จะรับความรักของพระเยซูเข้ามาในชีวิตเรา เราจะเริ่มรักตัวเองได้จริงๆ และรักคนอื่นได้ด้วย ต่อจากนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้แล้วล่ะ
ในที่สุดเราผ่านพ้นช่วงที่แย่ที่สุดมาได้สักที (ไม่ได้ให้กำลังใจตัวเองหรอกนะ แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ)
วันนี้อ่าน BLUE LIKE JAZZ ไปเกินครึ่งเล่มแล้ว พี่แจนแนะนำให้อ่าน เหมือนกับรู้ว่า มีความเหมือนบางอย่างระหว่างผมกับ Don Miller ยิ่งอ่านไปมากเท่าไหร่ก็เหมือนกับการค้นพบตัวเองมากขึ้น ทำให้รู้ว่าประสบการณ์ที่เรากำลังเจออยู่นี้ เราไม่ได้เจอคนเดียว มีคนเป็นล้านๆ คนทั่วโลกประสบกับมันอยู่ บางที เขาก็ไม่มีทางออกให้กับตัวเอง เหมือนที่ผมเองก็นึกว่าทางออกมันคงจะไม่มีแล้วล่ะ
การเป็นคริสเตียน ก็เหมือนการแต่งงาน เราต้องสละบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยมี แต่มันไม่ใช่การสละตัวตนของเรา การแต่งงานเราต้องสละความเห็นแก่ตัวของเรา ซึ่งก็ยากมาก และไปสนใจคู่ของเรามากขึ้น เราต้องรักตัวเราเองน้อยเรา และรักอีกคนมากขึ้น
การเป็นคริสเตียนนั้น เราต้องละทิ้งบาปของเราผ่านการช่วยเหลือจากพระเยซู เราต้องมองตัวเองน้อยลง แต่กลับมองไปที่คนที่อ่อนแอกว่าเรา คนยากจน คนยากไร้ มีอยู่รอบตัวเรา
แต่ทั้งการแต่งงานและการเป็นคริสเตียนมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เราไม่ได้เปลี่ยนในความเป็นตัวตนของเรา เราสามารถมีความคิดในแบบที่เราคิดได้ อยากทำให้สิ่งที่เราอยากจะทำได้ เพราะว่าพระเจ้าสร้างเรามาแบบนั้น การเป็นเหมือนพระเยซู ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องเป็นเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กันไปหมด เราสามารถแตกต่างได้ และเราก็ต้องยอมรับในความแตกต่างนั้นของคนอื่นด้วย
ในจุดๆ หนึ่ง ผมเคยเป็นคนที่รู้สึกสงสัยว่า ทำไมคนนั้นทำแบบนั้น ทำแบบนี้ เพราะอะไร มันจะดีหรือ ตอนนี้ผมรู้สึกว่า โอเค คุณจะเป็นแบบไหนก็ไม่สำคัญแล้วล่ะ ถ้าคุณมีความสุขในสิ่งที่คุณเป็น ก็คงดีสำหรับเขาแล้ว แต่ผมเองก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือน และคงจะไปเหมือนเขาไม่ได้ ก็ต้องไปกันคนละทาง โดยที่ผมก็ยอมรับได้ในความแตกต่างนั้น แล้วผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากแล้วว่าใครจะคิดยังไงกับผม เราคงต้องเลือกทางเดินที่เรามีความสุขกับมัน แล้วสามารถใช้สิ่งที่เราเป็น สร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับสังคม
ผมเชื่อว่า ยังไงความแตกต่างต้องมีต่อไป และเชื่อว่า เป้าหมายแต่ละคนยังคงคล้ายๆ กัน เพียงแต่เราทำกันคนละวิธี
แม้สิ่งที่ทำจะเหมือนกัน แต่คนละวิธี ผลมันก็ต้องแตกต่างกันแน่ ผมคง Convince เท่าที่จะทำได้ว่า วิธีของผมเป็นแบบนี้ คิดแบบนี้ ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เขา เพราะทุกอย่างก็ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ผมไม่ได้แปลกแยก ไม่ได้ผิด ที่เป็นแบบนี้ แค่เราไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนมากที่รอการค้นพบตัวเอง และถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะช่วยคนอีกหลายๆ คนที่ไม่มีทางออก ให้สามารถเดินไปกับพระเจ้าได้ตลอดรอดฝั่งเช่นกัน
ขอบคุณที่มีอะไรดีๆ มาให้ฟังนะ ซื้อเมื่อไหร่บอกด้วยนะ ขอเก็บไว้ส่วนตัวสักหน่อย ฟังแล้ว ทั้ง 4 เพลงเลย ชอบทุกเพลง ฟังแล้วไม่เบื่อ แนวเพลงหลากหลายดี ^-^ read more
on Delirious? วางแผนจะเลิกเล่นปลายปี 2008