I believe a change is going to come
That yesterday is over
I do yeah I do yeah
The clouds have silver linings after all
I’ve seen them with my own eyes
It’s true yeah – it’s true yeah
Though darkness overcomes you now
Morning will break through somehow
It’s all gonna be alright – it’s all gonna be alright
Even this will pass – tomorrow comes at last
It’s all gonna be alright – it’s all gonna be alright
It’s all gonna be alright
The grass is greener on the other side
No matter what they tell you
It’s beautiful – so beautiful
Sow in tears and reap with songs of joy
No sorrow lasts forever
It’s true yeah – it’s true yeah
There never was a darkest night
Without the promise of the morning light
It’s all gonna be…
ขอขึ้นเนื้อก่อนเลยนะครับ ชอบมากเพลงนี้ ฟังเกิน 10 รอบไปแล้ว
ที่ชอบเพลงนี้มากๆ คือ มันเนิบๆ ล่องลอย ยังไม่รู้ ฟังแล้วนึกถึงสวรรค์จริงๆ โดยเฉพาะท่อน
The grass is greener on the other side
No matter what they tell you
It’s beautiful – so beautiful
ช่วงนี้มีความสุขดีชะมัด ขอบคุณพระเจ้าที่มีเพลงดีๆ มาให้ฟัง
ใครฟังแล้วชอบไปดาวน์โหลดเพลงนี้ได้ที่
http://www.inpop.com/ipop2008/
รับรองไม่ผิดหวัง กล้ารับประกัน
หลังจากที่ทำงานเฉื่อยๆ อืดอาดมาประมาณหนึ่งเดือนเต็มๆ ก็เข้าสู่ภาวะที่รู้สึกว่าวิกฤตแล้ว เราแย่แล้ว ทำงานไรช้าขนาดนี้ คิดไม่ทัน คิดไม่ออก หรือไม่ Focus ในสิ่งที่ควรทำ ก็เข้าใจตัวเองแหล่ะว่าเป็นแบบนี้ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่าง
ตอนนี้ร่างกายเริ่มดีขึ้น ฟิตมากขึ้น เพราะเข้าฟิตเนส 4-5 วันต่อสัปดาห์ Burn ไขมันอย่างน้อย 30 นาที และเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อความแข็งแกร่ง บ้าไปแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเป็นมนุษย์ Fitness น่าอนาถใจ แต่ต้องทำใจ เพราะร่างกายเราแย่จริงๆ ต้องฟื้นฟูโดยด่วน เชื่อว่าจะแข็งแรงและบ้าพลังได้ในไม่ช้านี้
จากนั้นเราก็บ้าอ่านหนังสือ ซึ่งค้างอยู่หลายเล่ม วันนี้ก็ซื้อ "สู่ความเป็นอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาพลังสมอง" มาอ่าน ซึ่งภาษาอังกฤษชื่อว่า "Jerome Becomes a Genius" อ่านจบไปบทหนึ่งแล้ว คือ อยากซื้อเล่มนี้ เพราะเราศรัทธาคนยิวอยู่แล้ว แล้วขี้เกียจตามกระแสอ่านหนังสือของ "หนูดี" ซึ่งคนอ่านเยอะมาก ทั้งบ้านทั้งเมือง จริงหนังสือเขาคงดีแหล่ะ แต่เราดันเป็นพวกไม่ชอบตามกระแสซะด้วย
หนังสือน่าสนใจดี ขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ "Wine will become a Genius too" 55
รู้สึกว่ามีกำลังใจ ยังไงชอบกล ยิ้มแบบไร้สาเหตุ สู้ๆ กันต่อทุกคน
เมื่อกี้อ่านหนังสือ Wild at Heart ซึ่งยังอ่านไม่จบสักที ซึ่งเขาว่าขายไปได้ 2 ล้านเล่มล่ะ เป็นหนังสือที่เขาว่า อ่านแล้วเราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็พยายามอยู่ 55
เพราะถ้าเราไม่กล้าที่จะเดินออกไป ยืนเฉยๆ ในทุกสุดเราก็อาจจะแพ้ และตายได้อยู่ดี แต่ถ้าเราเดินออกไป ไปสู้ เราอาจจะรอดก็ได้ บางครั้งเวลาที่เราวุ่นวายมาก ปัญหาเยอะ มันก็เหมือนกับเจอสงครามนี่แหล่ะ
หรือแม้แต่เดินเข้าไปเจอห้องตัวเองที่รกมาก ถ้าไม่กล้าไปหยิบ เก็บอะไรสักอย่างมันก็จะยุ่งทีหลัง และกลายเป็นหมักหมมไปก็ได้ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย)
ทางออกก็คือ เราต้องไม่ตื่นตระหนก กับ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง อย่าปล่อยให้สิ่งที่แย่ แย่ยิ่งกว่าเดิม หรือมองข้ามไปคิดว่าไม่เป็นอะไร ต้องทำอะไรสักอย่างจริงๆ อย่างมากก็แค่ตาย 555
วันนี้มาแปลกๆ หน่อยนะ แต่หวังว่าคงได้อะไรไปบ้าง จากข้อคิดของหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ
รู้สึกว่าแต่ละวันมันผ่านไปเร็วมาก มานั่งคิดดูว่า เออ เราผ่านอะไรมาบ้างนี่ ไม่รู้เหมือนกันนะ ช่วงนี้แม้งานจะหนัก แต่ก็ไม่ท้อเท่าไหร่ คืนวันศุกร์ดู Notting Hill ถึงตี 4 บ้าไปแล้ว ก่อนหน้านั้นก็ไป Fitness มานิดหน่อย และแวะไปดูบู้ธของน้องๆ ที่ Impact เดินหลงอีก เหนื่อยกว่าไป Fitness อีก เลยต้องไปต่อข้าวต้ม
วันเสาร์เลยเหนื่อยมาก ว่าจะทำโน่นทำนี่เลยไม่ได้ทำเท่าไหร่ อ่านหนังสือไปได้นิดหน่อย หาข้อมูลในเนท ซื้อของใช้ แวะไปบู้ธแป๊บหนึ่ง แล้วไป Fitness อีกแป๊บ มาหาไรกินต่อ แป๊บเดียว 4 ทุ่มแล้ว ดูผ่านไปเร็วมากเลย
จริงๆ มันก็มีอะไรน่าจดจำเหมือนกันนะ แค่มีเพื่อนให้พูดคุยบ้าง ระบายบ้าง ให้กำลังใจกันบ้าง แค่นี้ก็โอเคแล้วนะ
ไม่รู้จะเขียนไร คิดไม่ออก ง่วง 55
คิดว่าคงจะพยายามมาเขียนในนี้เรื่อยๆ เพราะมันก็มีสิ่งที่ดีๆ ให้จำได้อยู่เยอะเหมือนกัน
เชื่อว่าหลายคนคงมีอะไรให้จำกันเยอะแยะเหมือนกัน ถึงได้มาเขียนอะไรกันได้เยอะแยะ 55
ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนผมหรือป่าว ที่มักจะ "ชอบช้ำ" 555 จริงๆ แล้วคือ "ชอบซ้ำ" ต่างหาก อ่านเร็วๆ อาจจะสับสนได้ ช้ำ หรือ ซ้ำกันแน่ สำหรับผม ช้ำ นี่มักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวก ช้ำใจ ช้ำเลือด หรือชอกช้ำ มันคงไม่ค่อยดีแน่
แต่ถ้า ชอบซ้ำ นี่คงเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำ เอ้ย มันคืออาการที่ชอบอะไรมากๆ ต่างหากล่ะ เช่น
ชอบฟังเพลงๆ นี้มากๆ ก็มักจะ ชอบฟังซ้ำ บ่อยๆ
หรือชอบดูหนังเรื่องหนึ่งมาก ก็มักจะ ชอบดูซ้ำ บ่อยๆ
หรือ อะไรอีก ชอบใครมากๆ แล้วเขาไม่รักตอบ ก็มักจะ ชอบเจ็บซ้ำ อยู่ร่ำไป 555
จริงๆ ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองกำลังเจ็บซ้ำอะไรหรอก คือ วันก่อนได้ดู Notting Hill ผ่านๆ ในทีวี ถึงฉากที่เราชอบพอดี คือ ตอนที่นางเอก คือ Anna Scott (Julia Roberts) กลับมาหาพระเอก เพื่อขอคืนดี แต่พระเอกเราก็งี่เง่า คิดไปเอง ว่านางเอกรังเกียจ ยังงั้น ยังงี้ (คิดไปเอง นี่ผมเป็นบ่อย) แล้วก็เลย โง่ อยู่พักหนึ่ง ผมชอบบทพูดของ Julia มาก คือ
"I'm just a girl, standing in front of a boy, asking him to love her."
คือแบบว่า เด็ดขาดมาก น้ำตาซึมเลย ถ้าเกิดมีใครมาพูดกับเราแบบนี้คงสุดยอด (สงสัยได้แต่ฝันแน่ๆ) นี่ขนาด ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น ซึ่งในเรื่องนี้ Julia ก็แบบสวยมาก ราศีจับ 55 ก็นะ หนังในดวงใจ ก็เลยชอบมากเป็นพิเศษ คือตั้งแต่ดูหนังมา ยังไม่เจอ Romantic Comedy เรื่องไหนดีเท่านี้เลย
คาดว่าเร็วๆ นี้คงได้ดูอีกรอบแน่ๆ คือ เป็นพวกชอบดูซ้ำไปซ้ำมา
แต่ก็เอานะความสุขเล็กๆ น้อย ทำงานหนักมาตลอด ผ่อนคลายบ้างก็น่าจะดี
รู้สึกว่าตอนนี้ฟิตยังไงไม่รู้ สงสัยเพราะออกกำลังกายอย่างหนักด้วย
ทิ้งท้าย รู้สึกว่า Community ที่ Vox นี่ดีเหมือนกันนะ ทุกคนดูจริงใจกันดี แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางทีได้อ่านความเห็นของเพื่อนบ้านเรา ก็รู้สึกดี ได้รับกำลังใจ มี Comment บ้างเล็กน้อย
ชีวิตคนเราคงไม่ต้องการอะไรมากมายหรอก มิตรภาพน่าจะสำคัญที่สุดเลย ไปที่ไหน ถ้าขาดตรงนี้คงแย่
Thank God I found you, EVERYONE! haha
หลังจากชีวิต ระเนระนาด (สะกดถูกหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) มาอยู่ช่วงหนึ่ง ก็นานเหมือนกันนะ
ทุกอย่างเริ่มจากอาการป่วยที่ยาวนานมากกว่า 2 อาทิตย์ (ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี) คือรู้สึกว่า สุขภาพเข้าขั้นแย่ละ ไม่เคยป่วยนานขนาดนี้ งานก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอร่างกายแย่ จิตใจก็พลอยแย่ไปด้วย แถมทำโน่นทำนี่หลายอย่างมาก จนไม่มีเวลาให้กับพระเจ้า (อันนี้ คงอธิบายให้คนที่บังเอิญมากเข้าใจได้ยากหน่อย)
พอทุกเริ่ม Down หมด โดยเฉพาะประเด็นหลัง อะไรๆ มันก็แย่ไปหมด จิตใจแย่ จิตวิญญาณเริ่มแย่ ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเวิร์ก บ้าบอไปเยอะมาก รู้สึกตัวอีกทีก็เข้าขั้นวิกฤตแล้ว แต่ก็ขอบคุณพระเจ้านะ ที่ทุกอย่างมันยังไม่สายเกินแก้ ตอนแรกนึกไม่ออกว่าจะทำยังไง ก็พยายามตะเกียกจะกายเอา ทำเท่าที่ทำได้ ค่อยๆ ตีมันกลับมาเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ก็รู้สึกว่าอยู่ในสภาวะรับได้แล้ว
ร่างกายซึ่งยังไม่หายดี แต่เราก็เริ่มกลับมาออกกำลังกายแล้ว แม้จะเหนื่อยมาก แต่รู้สึกดีขึ้นนะ แทบจะหายป่วยแล้ว และได้ลองไปตรวจสุขภาพดู ก็รู้เรื่องที่น่าตกใจคือ ไขมันเรามีเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์แน่ะ แม้ไม่เที่ยงตรงนัก แต่ก็ทำให้เราหน้าซีดได้ ใครที่อ่านถึงตรงนี้คงต้องสำรวจตัวเองกันบ้างว่า สุขภาพเราอยู่ไหนระดับไหนแล้ว 555
ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางจนได้ เวลาก็พอจะมีมากขึ้น วันนี้ได้อ่านพระคัมภีร์ อ่านหนังสือความรู้ อ่านอะไรหลายอย่างมาก และเริ่มเข้าสู่แผนการที่วางไว้ และได้ฟื้นจิตวิญญาณกลับมาเยอะเลย
Bridge ก็ปิดเล่มเรียบร้อย คือส่งงานเขาเรียบร้อย
ที่นี่บางสะพาน ก็ยอมจำนนลูกค้าไปเรียบร้อย ไม่ติสต์ล่ะ made by order เต็มที่ ส่วนหนึ่งเราก็พลาดด้วย ไม่เป็นไร แก้ตัวใหม่
Gsus7 อันนี้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไหร่ ไม่รู้สิ คือ ที่ผ่านมา ถือว่าลงแรง ลงสมองไปเยอะพอควรเลย 4 เดือนได้มั๊ง ที่ลงแรงไปแบบ จนเสียสมดุลไปเลย คือ เวลาเราทำอะไร เราก็จะ In นะ ทำเต็มที่ บ้ากับมัน ขนาดว่ากั๊กๆ พลังไว้บ้าง ยังเผลอทำจนเกินตัวไปหน่อย รู้สึกว่าจดจ่อกับมันมากกว่างานประจำด้วยซ้ำไป ซึ่งก็ไม่ดีหรอก ตอนนี้ก็เลย ถอยออกมานิดหนึ่ง ขอหายใจก่อน คงช่วยแหล่ะ ก็เพื่อนๆ น้องๆ กัน คงไม่ทิ้งกันหรอก แต่ไม่รู้มีใครอยากให้ช่วยหรือเปล่า 555
ไม่ค่อยอยากจะเขียนเรื่องนี้เลย เพราะไม่รู้คนอ่านจะเข้าใจหรือไม่ คือ เราจะเลือกทำอะไรระหว่าง "สิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้อง" กับ "สิ่งที่คนอื่นคิดว่ามันถูกต้อง"
- ถ้าทั้งสองอย่าง คือ "คนอื่น" ซึ่งในที่นี้หมายถึง สังคมที่เราอยู่ กับ ตัวเรา คิดตรงกัน เราก็จะสามารถทำได้อย่างสบายใจ ไม่ลำบากใจ
- แต่ถ้า คนอื่น กับ เรา คิดไม่เหมือนกันละ คุณก็ต้องเลือกแล้วว่าจะทำยังไง
- ถ้าเลือกทำตามที่เราคิด เราสบายใจ แต่คนอื่นอาจจะไม่สบายใจและไม่เข้าใจเรา
- ถ้าเลือกทำตามที่คนอื่นคิด คนอื่นสบายใจ และเราเครียด เซ็ง เบื่อ
แม้ตอนนี้เราจะยังไม่ได้แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเราทำถูกต้องมันซะหมด แต่ก็มั่นใจว่า เราทำเต็มที่แล้วล่ะ งาน office ก็เต็มที่ พยายามสื่อสารกับที่บ้านมากขึ้น มีเวลาออกกำลังกายบ้าง วันละหนึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 4 วัน อ่านหนังสือที่จำเป็น ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็ถือว่าสมดุลระดับหนึ่งล่ะ ไม่มีอะไรเป็นสูตรนะ แค่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
ต่อจากนี้จะไม่ทำอะไรแบบ Extreme เกินไปอีกแล้ว ต้องทำทุกอย่างให้ดี เพราะเราต้องทำหลายอย่างจริงๆ ถ้าเรามี 10 อย่าง แต่ทำอย่างเดียวได้ดี และที่เหลือแย่หมด นั้นถือว่าแย่แล้ว ถึงแม้ทำงานดี perfect ไม่ได้คุยกับพ่อกับแม่ หรือน้องเลย อันนี้ก็แย่แล้ว แย่จริงๆ นะ ฉะนั้น คงต้อง keep ทุกอย่างให้ได้ เพื่อที่จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง
ยาวเกินล่ะ ไว้มาต่อใหม่ดีกว่า
ช่วงสัปดาห์เจอกันเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด
เริ่มตั้งแต่ ไม่เข้าใจว่าคนนี้ทำไมคิดแบบนี้ ทำแบบนี้
คนนั้นทำไมต้องทำแบบนี้
หรือแม้แต่เราคิดงานอยู่คนเดียว แต่กลับลืมสื่อสารให้ลูกค้า
ว่าจะเอาแบบนี้นะ ทำให้พอถึงจุดที่ทุกอย่างต้องสรุป
เราก็ทำอย่างที่เราคิด ลูกค้าก็หวังจะเห็นอย่างที่เขาคิด
มันก็เลยแบบว่า เละเลย
แม้สิ่งที่เราทำจะดี และคิดว่าดีมากๆ ด้วย
แต่ถ้าลูกค้าไม่รับมัน ก็เดินต่อไม่ได้
มันต้องมีคนถอยสักคน ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ต้องเป็นเรา
ตอนนี้ต้องหาทางออกจากจุดที่แบบ เข้าใจผิด อะไรแบบนี้ให้ได้เรา
ต้องไม่คิดเองคนเดียว สื่อสารมากขึ้น คุยมากขึ้น
ที่สำคัญ เราคงต้องสื่อสารกับพระเจ้ามากขึ้น
ไม่งั้นแย่แน่ มั่วไปหมด
แต่ยังไง มันก็ต้องเดินต่อไป แม้พลาดบ้างผิดบ้าง
พระเจ้ายังให้โอกาสเราอยู่เสมอ
ซึ่งโอกาสนี้ คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า
เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ยังมีคนคอยให้โอกาสอยู่
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเขียนอย่างแท้จริง
ไม่ใช้รู้สึกไม่ดีนะ รู้สึกดีมากๆ แม้จะเหนื่อย ที่ต้องอะไรเยอะแยะไปหมด ที่เกี่ยวกับงานเขียน
- ต้องตามนักเขียน ที่จู่ๆ ก็ไม่ส่งงาน หายไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ เหตุผลที่หายไป ก็แบบติดงานต่างจังหวัด ไม่ส่งงานเพราะไม่พอใจสิ่งที่ตัวเองเขียน แต่สุดท้ายก็ส่งมาจนได้ โอเคนะแม้จะช้า แต่ก็ยังพอทันการ
- เขียนงานของตัวเอง ที่ต้องประมวลความคิดเยอะมาก เพราะเนื่องจากจากลูกค้าต้องการ Layout สวยๆ รายละเอียดเยอะๆ มีเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยเต็มไปหมด ปัญหาก็คือ เราต้องคิดเยอะขึ้นว่าจะใส่อะไร คือคิดได้ก็จบ เขียนได้เลย จริงก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อเสียตรง มันดำเนินเรื่องยาก ภาษาอาจจะไม่มีเวลาให้พริ๊วมาก คือ ต้องใส่เลย จะขายอะไร
- จัดหน้าหนังสือ ก็สืบเนื่องจาก งานข้างต้น นอกจากรับบท บก. แล้ว ยังต้องรับบทจัดหน้าหนังสือ ด้วย ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่กำลังแก้ Layout ใหม่ ให้เป็น Look ใหม่ทั้งหมด ก็ค่อนข้างเหนื่อยเลย แต่ก็สนุกดี มีความสุข พอได้เห็นหน้าหนังสือที่จัดแล้ว
- เขียนงานส่งให้ที่อื่น ก็มีที่ BRIDGE ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ 6 หน้า นี่ก็ต้องใช้แรงเหมือนกัน มันมีทั้งงานง่าย งานยาก รวมอยู่ในนั้น ก็ต้องทำให้ดีที่สุดแหล่ะ สิ่งที่เราเขียนมันก็เป็นความรับผิดชอบของเรา จะแบบให้ใครมาว่าทีหลังไม่ได้ว่าเขียนแบบนั้นออกไปได้ไง
- เขียน Blog พยายามจะเขียนเรื่อยๆ นะ ก็อย่างที่บอก ตอนนี้จะเขียนตามแรงบันดาลใจ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนอ่านบ้างเล็กๆ น้อยๆ
ช่วงนี้อารมณ์ประมานว่า เหนื่อยๆ ท้อนิดๆ เป็นช่วงๆ แต่แบบมันก็ต้องหาทางกลับมาสู่ภาวะปกติ ที่ต้องฮึกเหิมบ้าง ไม่งั้นเราอาจจะแย่ จะไปจมอยู่กับความรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง กับคนอื่นมาก มันก็ไม่ได้อะไร
ทำชีวิตให้มีความสุขดีกว่า
วันนี้ได้ข้อคิดอะไรบางอย่างว่า
เวลาเราเจออะไรยากๆ ที่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร
ทางออกก็คือ ไม่ต้องไปพยายามเข้าใจมันทั้งหมดหรอก
ปล่อยมันไว้แบบนั้นแหล่ะ อย่าไปซีเรียสในสิ่งที่เราไม่เข้าใจมาก
เลือกหาสิ่งที่เราเข้าใจและมีความสุข ในส่วนที่ดูเหมือนเล็กๆ นั้น มันก็จะทำให้เรามีความสุขขึ้น
และวันหนึ่ง เวลาสมองเคลียร์ๆ โล่งๆ เราก็อาจจะเข้าใจ ไอ้สิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจมันเลยก็ได้
เมื่อวานได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง จริงๆ 2 เล่ม คืออารมณ์ประมาณว่า ไม่ได้อ่านหนังสือจริงจังมานาน
ทั้งความรู้ด้านการตลาด ไอเดียใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจ แนวๆ นี้
หนังสือชื่อว่า "It's not how GOOD you are, it's how GOOD you want to be." เขาว่ามันเป็น Best-selling นะ
อีกเล่มชื่อว่า "The Tipping Point" นี่ก็ International Bestselling
อ่านเล่มแรกเจอหน้าที่เขียนว่า DO NOT SEEK THE PRAISE. SEEK CRITICISM.
จริงๆ ผมเองเคยรู้สึกว่า เป็นคนที่วิจารณ์ได้เก่ง (หรือเปล่า) คือวิจารณ์ได้ทุกเรื่อง
จนอาจจะมีบางคนว่าได้ว่า เก่งแต่วิจารณ์ แต่ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้หรอก
คือ ก็พูดยากนะ ว่าเราคิดอะไรใหม่ๆ หรือทำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้
แต่จริงๆ ก็ยังมั่นใจอยู่ลึกๆ นะ ว่าทำอะไรใหม่ๆ ได้แน่ โดยเฉพาะที่ใหม่กับเมืองไทย ใหม่กับโลกนี้นี่ยังไม่แน่ใจ 55
คนธรรมดาก็คงจะชอบคำชมนะ คนทั่วไปๆ ก็ได้ บางทีก็ได้ยินเฉพาะเสียงที่คาดหวังจะได้ยิน หรือรับเฉพาะคำชม
คำวิจารณ์รับไม่ค่อยได้ มันบั่นทอนจิตใจ เออ ผมว่าเราควรรับทั้งสองอย่าง แล้วเก็บเอาคำชมขึ้นหิ้งไว้เลย ไม่ต้องไปแตะ
แต่คำวิจารณ์ เราต้องเอามาคิดว่า ยังไง เป็นแบบนั้นจริงๆ ไหม ถ้าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็จบ
เพราะบางที ถ้าเราเก็บเอาคำชมไว้ในใจมากๆ อินกับมัน พอได้คำวิจารณ์เข้ามา มันจะเกิดการเปรียบ จนบางครั้ง เราอาจโมโหคนวิจารณ์ด้วยซ้ำไป ว่า มาว่าเราแบบนี้ได้ไง ไม่เห็นรึไง คนชมเราเยอะแยะไปหมด
บางทีอีกเหมือนกันที่แม้เราไม่มีคำวิจารณ์เลย แบบดีเลิศประเสริฐแล้ว ก็ยังต้องนั่งคิดเลยนะว่า ดีกว่านี้ได้ไหม มีอะไรต้องแก้ไขบ้าง หาจุดอ่อนให้ได้ คิดจนหัวแตกเหมือนกัน ถ้าเราไม่เคยคิดแบบนี้เลย เราก็ไม่พัฒนาแล้วล่ะ คือ ดีแล้วไง
เขียนมาขนาดนี้แล้ว ก็คงพยายามทำให้ได้ตามนั้นล่ะ คือ ยืนบนเวที พร้อมโดนเขวี้ยงด้วยมะเขือเทศ (จริงๆ ชอบกินมะเขือเทศด้วย 55)