นานๆ จะได้ดู American Idol กับเขาสักที เนื่องจากว่าได้ข่าวว่าเพลง Shout to the Lord ของป้า Darlene Zschech ที่ถูกร้องโดยผู้เข้าแข่งขัน American Idol นั้นมีการเปลี่ยนเนื้อร้องท่อนแรกจาก "My Jesus, My Savior" เป็น "My Shepherd, My Savior" ซึ่งก็ได้รับ comment อย่างล้นหลามจากบรรดาคนไปโบสถ์ทั้งหลายที่อาจจะสงสัยว่า เคยร้องอยู่ทุกอาทิตย์ ว่า My Jesus ไหงกลายมาเป็น My Shepherd ไปได้ เพราะจริงๆ แล้วเพลงนี้เป็นเพลง Gospel/Worship ที่สรรเสริญพระเยซูอย่างชัดเจน มาเปลี่ยนเป็น Shepherd แบบนี้ เหล่าคนไปโบสถ์ทั้งหลาย คงไม่ยอมที่จะให้เหล่า Idol ไปร้องเพลงสรรเสริญ Dr. Shepherd แห่ง Grey's Anatomy เป็นแน่ 555 และในที่สุดรายการ American Idol ในวันถัดมา ก็ได้ตัดสินใจ ใช้เนื้อเวอร์ชันเดิมที่มี My Jesus เข้าไปให้ Idol ร้องอีกครั้ง เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดีครับ
เพราะจริงๆ แล้ว ตลอดรายการ 2 ชั่วโมง ต้องยอมรับว่าเป็นรายการที่ดีมาก โดยเฉพาะสารคดีที่พูดถึงประเด็นปัญหาของสังคมทั้งในอเมริกา และทั่วโลก โดยเฉพาะ Africa ช่วงที่ Bono ไปสำรวจถึงปัญหาเอดส์พร้อมกับ Annie Lennox ผมดูแล้วสุดยอดมาก (ทั้งเศร้าและซาบซึ้ง) แบบว่าถ้าอยู่อเมริกาคงโทรศัพท์ไปบริจาคเงินแล้ว (เวอร์ซะไม่มี) แถมป้า Annie ยังมาร้องต่อในเพลง Many Rivers to Cross ที่แบบว่าสะกดอารมณ์คนดูได้แบบอยู่หมัดเลย เป็นไฮไลท์ของโปรแกรมวันนั้นเลยก็ว่าได้
คงต้องชมว่า รายการสุดยอดจริงๆ แม้จะมีข้อผิดพลาดของการเปลี่ยนเนื้อเพลงบ้างนิดหน่อย ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า รายการคงไม่อยากให้คนดูที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูรู้สึกอึดอัดใจเวลาฟัง แต่การเปลี่ยนเนื้อมันเหมือนกับการไม่ให้เกียรติเจ้าของเพลงนิดหน่อย และก็คงไม่ถึงกับอยากทำร้ายจิตใจคริสเตียนหรือลบหลู่พระเจ้าอะไรขนาดนั้น
เพราะจริงๆ ใจความสำคัญของงานยังอยู่ครบถ้วน คือให้ทุกคนร่วมกันบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ ที่มีอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าจ้างจำนวนมาก ที่คอยไปช่วยเหลือสังคม เพราะยังมีคนด้อยโอกาสอยู่มากจริงๆ ขนาดในอเมริกายังมีเลย แล้วประเทศอื่นๆ ก็ยิ่งมากไปกว่านั้นอีก
วันนี้ได้ฟังเพลงๆ หนึ่งที่สุดยอดมาก คือเพลง "God of this City" จาก youtube เป็นเพลงในเวอร์ชันของ Chris Tomlin ที่ร้องใน Passion Conference ตอนแรกฟังเพลงนี้ก็ชอบทั้งดนตรีและความหมาย แต่ไม่ได้ฟังเต็มเพลงซะที จนวันนี้ได้ฟังเต็มๆ เพลง บอกได้คำเดียวว่า อึ้งไปกับพลังของเพลงนี้ ทั้งเนื้อร้องและดนตรีทำให้เราไม่สามารถขยับไปไหนได้ แบบว่าเหมือนกับบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเลย สัมผัสพระเจ้าชัดเจนมาก
ฟังจบก็นั่งอ่าน Comment ใน youtube ก็ได้ร่องรอยว่าเพลงนี้แต่งโดยวง Bluetree วงที่อยู่ใน Belfast ไอร์แลนด์เหนือ อ่านไปอีกก็เจอว่ามีคนถกกันว่า เพลงนี้แต่งในประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้สนใจเพลงนี้มากขึ้น ผมเลยเข้าไปที่เว็บไซต์ของวง Bluetree นั่งฟังเวอร์ชัน Original ก็แบบสุดยอดมาก มีพลังกว่า และมี Sound Techno ที่ทันสมัยด้วย เพียงแต่เวอร์ชันของ Chris Tomlin จะได้บรรยากาศของการนมัสการสด ก็ดีไปอีกแบบ คิดว่าถ้า Bluetree อัดแบบเล่นสด ก็น่าจะเยี่ยมเหมือนกัน
จากนั้นก็เลยเข้าต่อไปที่ myspace ของ bluetree ไปอ่านเบื้องหลังของเพลงนี้ ผมจะเล่าโดยย่อละกันนะ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 วง Bluetree ได้ไปร่วมงาน "Pattaya Praise" ที่จัดโดยมิชชันนารีจาก Belfast ที่จังหวัดพัทยา พวกเขาแค่อยากไปรับใช้ และไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพัทยาเลย จนไปถึงก็ได้รู้ว่านี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการค้าประเวณี เขารู้สึกเหมือนบรรยากาศได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่เมืองพัทยา คนในรถทัวร์เงียบกันหมด เมื่อได้เห็นสาวๆ ตามท้องถนน แม้เวลานั้นจะร้อนมาก เพราะเป็นเวลากลางวัน แต่กลับเหมือนความมืดมิดได้เข้ามาปกคลุมแล้ว
การเดินไปตามถนน และเห็นผู้หญิงที่แต่งกายน้อยชิ้น ต่างกับคนไทยทั่วไปที่แต่งตัวมิดชิด ก็ทำให้พวกเขาเริ่มโกรธ มองด้วยสายตามมนุษย์ เห็นคนแก่เดินจูงมือผู้หญิง เหมือนพ่อกับลูก มันง่ายที่จะโกรธและยากที่จะรับได้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะไปตัดสิน พวกเขาได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ
พวกเขาอยู่ในงานสรรเสริญพระเจ้าที่ไม่ไกลไปจากแหล่งท่องเที่ยวนี้เท่าไหร่ ซึ่งจิตวิญญาณของงานต้องการจะนมัสการและเผยให้เห็นแสงของพระเจ้าในสถานที่ที่มืดมิดแห่งนี้ พวกเขาอยากจะเล่นให้มากกว่าที่ตารางได้จัดไว้ และเขาได้ไปพบเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งที่ยอมให้เล่นเพลงนมัสการในบาร์ของเธอ ในเงื่อนไขที่ทีมมิชชันนารีที่มาด้วยกันจะต้องซื้อโค้กกันตลอดทั้งคืน เมื่อเดินเข้าไปในบาร์ กลางถนนก็เต็มไปด้วยหญิงสาวที่รอจะทำธุรกิจกันแล้ว ขณะเขาเริ่ม Set Up กัน ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ แต่เมื่อเข้าสู่การนมัสการที่คุ้นเคย ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พระเจ้าเริ่มพูดกับพวกเขา และเขาก็เล่นเพลงที่ออกมาเองแบบไม่รู้ตัว ความจริงก็คือเมื่อคุณนมัสการในสถานที่ใดๆ คุณจะเริ่มเห็นหัวใจของพระเจ้าในสถานที่นั้น พระเจ้าจะบอกอะไรในสถานที่แบบนี้?
ตรงกลางในที่ที่เสื่อมทราม พระเจ้าบอกว่า "เราคือพระเจ้าของเมืองนี้ เราคือราชาของประชาชนเหล่านี้ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะมายิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจะยังคงต้องทำให้สำเร็จ ที่นี่" เพลงยังไม่เคยถูกเขียนมาก่อนหน้านี้ แต่เขากลับออกมาจากบาร์ที่เขานมัสการด้วยเพลงที่ตอนนี้ได้กลายเป็นชื่ออัลบัม "God of this City (Greater things)" เพลงนี้ไม่ใช่แค่สำหรับพัทยา มันเป็นเพลงสำหรับเมืองของคุณ และเป็นความจริง โดยความเชื่อ เราต้องคาดหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ยังคงจะต้องถูกทำให้สำเร็จ
อ่านจบแล้วแบบประทับใจมากๆ เพลงก็สุดยอด อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองฟังเพลงนี้กันครับ แน่นอนหลายสิ่งที่เราเผชิญอยู่มันจะต้องมีอะไรดีขึ้นกว่านี้ แม้แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองไทย เราคงต้องคาดหวังกันต่อไป