Posts (page 2)
หลังจากที่ได้ข่าวว่า Switchfoot จะมาทัวร์เอเซีย และไม่มีประเทศไทยอยู่ในนั้น ก็ตัดสินใจว่าจะบินไปดูแน่ๆ ที่สิงคโปร์ แม้ต้องไปคนเดียว เพราะไม่มีใครบ้าพอ จะบินไปดูด้วยกัน 555 และเมื่อวันพฤหัสก็ลางานไป ออกเดินทางเกือบเที่ยง ไปถึงบ่าย 3 แล้วไปแวะโรงแรม จากนั้นไปเอาบัตรกับเพื่อนแถว Somerset (พอดีเพื่อนทำงานอยู่ที่นั่น) แล้วหาไรกิน ไปถึงคอนเสิร์ต 19.35
จากนั้นไปเจอกับเพื่อนที่มาเรื่องงาน ซึ่งดันอยากไปดูด้วย แต่ไม่รู้จัก Switchfoot เลย ที่ Expo Max Pavillion เห็นคนต่อแถวนั้นเยอะพอประมาณ จริงๆ คิดว่า คนน่าจะเยอะกว่านี้ แค่คนจัดงานโปรโมตไม่เยอะมาก คนได้ขนาดนี้ก็ไม่เลว พอเข้าไปในงานคาดว่าคนน่าจะประมาณครึ่ง Hall ได้ ซึ่งก็ต้องแยกกับเพื่อนคนไทย เพราะบัตรคนละราคา เราบ้ามากจองบัตรแพงสุด 90 เหรียญ (หน้างานมีมา Sale ด้วย แต่เรามันแฟนพันธุ์แท้ ยังไงก็เต็มที่น่า)
ก่อนที่จะไป ผมได้นัดเพื่อนสิงคโปร์ ที่อยู่โบสถ์ City Harvest ไว้ แต่ผมไปสาย เลยไม่ได้เข้าไปหน้าเวทีกับมัน ซึ่งเพื่อนคนนี้ที่ไม่เคยเจอหน้ามาก่อน เป็นคนแรกที่บอกว่า Switchfoot จะมาเล่นที่สิงคโปร์ (แฟนพันธุ์แท้เหมือนกัน) และก่อนจะเดินไปข้างหน้า ทางเข้าทั้งสองทางมีเสื้อ Switchfoot เวอร์ชันสิงคโปร์ขายด้วย คนต่อแถวเต็มเลย และมีอัลบัมแบบ Digital ขายด้วย แผ่นละ 10 เหรียญ แต่ผมไม่ได้ซื้อเสื้อนะ พอดียังไม่ค่อยชอบแบบ
พอเดินไปข้างหน้า คนยังโล่งอยู่เลย มีวงสิงคโปร์เล่นตอน 2 ทุ่ม 2 วง จำชื่อวงไม่ได้ วงแรกเด็กๆ เลย เล่นพอไหว วงที่สองฝีมือดีกว่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก กว่าจะเล่นจบ ก็ 3 ทุ่มพอดี
เวลานี้ ทีมงาน Switchfoot ได้ออกมา Set อุปกรณ์ต่างๆ ก็ไม่เร็วมาก ประมาณ 10 นาที คนเริ่มตะโกนเรียก Swtichfoot กันดังมาก มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ผม ซื้อบัตร 70 เหรียญ แต่เข้ามาหน้าเวทีเฉยๆ ฝรั่งแย่ๆ ก็มีแฮะ
ถึงเวลาของ Switchfoot ซะ มาถึงก็เล่นทันที Intro ด้วยเพลง MeanT To Live และต่อมาทันทีด้วย Oh! Gravity คนดูกรี์ดกันสนั่น อย่างบ้าคลั่ง ให้ดู Video ดีว่า เพื่อนสิงคโปร์ผมถ่ายไว้เอง เอาลง YouTube ไว้
ซึ่งตอนนั้นผม ก็กระโดดเกือบทั้งเพลงเหมือนกัน แม้ก่อนไปผ่าเท้าจะเป็นแผล แต่ขอบคุณพระเจ้าที่หายทันพอดี คนดูที่อยู่รอบข้างผม มีทั้งหญิงและชายพอๆ กัน ส่วนใหญ่น่าจะประมาณไม่เกิน 20 หรือ 20 ต้นๆ เท่านั้นเอง ที่ประทับอีกอย่างก็คือ ทุกคนร้องเพลงตามกันได้เยอะจริง ซึ่งครั้งนี้ Switchfoot เล่นเพลงหลักๆ จาก 3 อัลบัม คือ Learning To Breathe, Beautiful Letdown และ Oh! Gravity และมีจากอัลบัม Nothing Is Sound ที่เล่นลองลงมาหน่อย
โดยช่วงแรกจะเล่นเพลงเร็วๆ หนักๆ พอสมควร และเริ่มมาเบาลงตอนที่ Jon Foreman (ร้องนำและกีต้าร์) ใช้กีต้าร์โปร่ง เล่นเพลงอย่าง Only Hope เพลงที่ดังมาจาก Soundtrack "A Walk To Remember" ซึ่ง Jon บอกว่าเป็นเพลงโปรดของเขา ถือว่าเป็นช่วงที่ซึ้งเอาการ และพอดีเพื่อนผมคนเดิม อัดไว้อีก เลยลงให้ดูอีกละกัน
ในคอนเสิร์ตนี้มีหลายครั้งที่ Jon มักจะเดินมาบนคนดู และร้องเพลงอยู่บนคนดู บางทีก็ให้คนดูร้องบ้าง มันเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ต้องบอกว่าแฟนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนตัวจริงมากๆ มีอารมณ์ร่วมตลอด กรี๊ดทุกครั้งที่ Intro เพลงใหม่ขึ้น มันเป็นคอนเสิร์ตสำหรับแฟน Switchfoot จริงๆ
คอนเสิร์ตครั้งจะมีเสียบรรยากาศก็ตรงฝรั่งที่แย่ๆ น่ะแหล่ะ พวกนี้มาสนุกกันอย่างเดียว สนใจ Switchfoot เป็นช่วงๆ พอเพลงเร็วเมื่อไหร่ ก็เริ่มผลักกันไปมา แล้วไปชนคนอื่น ซึ่งคนที่โดนผลักก็เริ่มผลักตอบ แรกๆ ก็สนุก นานๆ ไปชักไม่สนุก บางครั้งผลักไปชนผู้หญิงด้วย พวกนี้นิสัยเสียมากๆ แถมยังมีคนสิงคโปร์บางคนเข้าไปผสม เลยแย่ไปใหญ่
แต่เอาเถอะ ยังไงโดยรวมทุกอย่างโอเคมาก เล่นเพลงที่ผมชอบเกือบครบเลย ช่วงไฮไลท์มีอยู่หลายช่วง อันแรก เป็นตอนที่เล่นเพลง American Dream ตอนท้ายเพลง อยู่ๆ ดนตรีก็เงียบไป พอมองไปบนเวที ทุกคนยืนแข็งกันหมด มี Jerome (มือ Keys กับกีต้าร์) ซึ่งเป็นคนเชื้อสายฟิลิปปินส์ ยืนถือ Percussion ชูมือทำท่าเหมือนเทพีเสรีภาพค้างไว้ด้วย ยืนค้างกันประมาณ 2 นาที คนดูก็กรี๊ดกันสนั่นเลย จากนั้นก็เล่นเพลงนี้ต่อจนจบ
หรืออีกช่วงหนึ่ง Jon บอกให้ Jerome กับ Drew (มือกีต้าร์อีกคน) ไปพัก Jon ขอระลึกความหลัง เมื่อครั้งที่ Switchfoot เริ่มต้นจากสมาชิก 3 คน คือ Jon, Tim (น้องชาย Jon มือเบส) และ Chad (มือกลอง) เล่นเพลงในอัลบัมแรก ซึ่งผมจำชื่อเพลงไม่ได้ ต้องไปค้นอีกที ก็ได้สนุกไปอีกแบบ และได้ยินเสียง Tim ร้องมากขึ้นตรงคำว่า "Alright"
คอนเสิร์ตนี้จะจบไม่ได้ ถ้าขาดเพลงอย่าง Dare You To Move ซึ่งเป็นเพลงแจ้งเกิดจาก Soundtrack "A Walk To Remember" อีกเช่นกัน ในช่วงที่คอนเสิร์ตเหมือนจะจบไปแล้ว เมื่อคนดูตะโกนเรียกดังขึ้น Jon โผล่มาคนเดียว เล่นเพลง 24 ด้วยกีต้าร์โปร่ง และต่อด้วย Dare You To Move ซึ่งคนดูกรี๊ดกันดังที่สุดในคอนเสิร์ต เล่นไปท่อนหนึ่ง สมาชิกทุกคนก็เริ่มเดินออกมา และเล่นแบบเต็มวง ตรงท่อน "Welcome To The Fallout" และจบคอนเสิร์ตไปแบบประทับใจ
เอาเป็นว่าคุ้มค่ากับการไปสิงคโปร์ครั้งนี้จริงๆ แม้จะไม่ได้ลายเซ็นต์ติดมือกลับมา เนื่องจากแถวยาวมากและหมดเวลาพอดี
I believe a change is going to come
That yesterday is over
I do yeah I do yeah
The clouds have silver linings after all
I’ve seen them with my own eyes
It’s true yeah – it’s true yeah
Though darkness overcomes you now
Morning will break through somehow
It’s all gonna be alright – it’s all gonna be alright
Even this will pass – tomorrow comes at last
It’s all gonna be alright – it’s all gonna be alright
It’s all gonna be alright
The grass is greener on the other side
No matter what they tell you
It’s beautiful – so beautiful
Sow in tears and reap with songs of joy
No sorrow lasts forever
It’s true yeah – it’s true yeah
There never was a darkest night
Without the promise of the morning light
It’s all gonna be…
ขอขึ้นเนื้อก่อนเลยนะครับ ชอบมากเพลงนี้ ฟังเกิน 10 รอบไปแล้ว
ที่ชอบเพลงนี้มากๆ คือ มันเนิบๆ ล่องลอย ยังไม่รู้ ฟังแล้วนึกถึงสวรรค์จริงๆ โดยเฉพาะท่อน
The grass is greener on the other side
No matter what they tell you
It’s beautiful – so beautiful
ช่วงนี้มีความสุขดีชะมัด ขอบคุณพระเจ้าที่มีเพลงดีๆ มาให้ฟัง
ใครฟังแล้วชอบไปดาวน์โหลดเพลงนี้ได้ที่
http://www.inpop.com/ipop2008/
รับรองไม่ผิดหวัง กล้ารับประกัน
หลังจากที่ทำงานเฉื่อยๆ อืดอาดมาประมาณหนึ่งเดือนเต็มๆ ก็เข้าสู่ภาวะที่รู้สึกว่าวิกฤตแล้ว เราแย่แล้ว ทำงานไรช้าขนาดนี้ คิดไม่ทัน คิดไม่ออก หรือไม่ Focus ในสิ่งที่ควรทำ ก็เข้าใจตัวเองแหล่ะว่าเป็นแบบนี้ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่าง
ตอนนี้ร่างกายเริ่มดีขึ้น ฟิตมากขึ้น เพราะเข้าฟิตเนส 4-5 วันต่อสัปดาห์ Burn ไขมันอย่างน้อย 30 นาที และเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อความแข็งแกร่ง บ้าไปแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเป็นมนุษย์ Fitness น่าอนาถใจ แต่ต้องทำใจ เพราะร่างกายเราแย่จริงๆ ต้องฟื้นฟูโดยด่วน เชื่อว่าจะแข็งแรงและบ้าพลังได้ในไม่ช้านี้
จากนั้นเราก็บ้าอ่านหนังสือ ซึ่งค้างอยู่หลายเล่ม วันนี้ก็ซื้อ "สู่ความเป็นอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาพลังสมอง" มาอ่าน ซึ่งภาษาอังกฤษชื่อว่า "Jerome Becomes a Genius" อ่านจบไปบทหนึ่งแล้ว คือ อยากซื้อเล่มนี้ เพราะเราศรัทธาคนยิวอยู่แล้ว แล้วขี้เกียจตามกระแสอ่านหนังสือของ "หนูดี" ซึ่งคนอ่านเยอะมาก ทั้งบ้านทั้งเมือง จริงหนังสือเขาคงดีแหล่ะ แต่เราดันเป็นพวกไม่ชอบตามกระแสซะด้วย
หนังสือน่าสนใจดี ขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ "Wine will become a Genius too" 55
รู้สึกว่ามีกำลังใจ ยังไงชอบกล ยิ้มแบบไร้สาเหตุ สู้ๆ กันต่อทุกคน
เมื่อกี้อ่านหนังสือ Wild at Heart ซึ่งยังอ่านไม่จบสักที ซึ่งเขาว่าขายไปได้ 2 ล้านเล่มล่ะ เป็นหนังสือที่เขาว่า อ่านแล้วเราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็พยายามอยู่ 55
เพราะถ้าเราไม่กล้าที่จะเดินออกไป ยืนเฉยๆ ในทุกสุดเราก็อาจจะแพ้ และตายได้อยู่ดี แต่ถ้าเราเดินออกไป ไปสู้ เราอาจจะรอดก็ได้ บางครั้งเวลาที่เราวุ่นวายมาก ปัญหาเยอะ มันก็เหมือนกับเจอสงครามนี่แหล่ะ
หรือแม้แต่เดินเข้าไปเจอห้องตัวเองที่รกมาก ถ้าไม่กล้าไปหยิบ เก็บอะไรสักอย่างมันก็จะยุ่งทีหลัง และกลายเป็นหมักหมมไปก็ได้ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย)
ทางออกก็คือ เราต้องไม่ตื่นตระหนก กับ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง อย่าปล่อยให้สิ่งที่แย่ แย่ยิ่งกว่าเดิม หรือมองข้ามไปคิดว่าไม่เป็นอะไร ต้องทำอะไรสักอย่างจริงๆ อย่างมากก็แค่ตาย 555
วันนี้มาแปลกๆ หน่อยนะ แต่หวังว่าคงได้อะไรไปบ้าง จากข้อคิดของหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ
รู้สึกว่าแต่ละวันมันผ่านไปเร็วมาก มานั่งคิดดูว่า เออ เราผ่านอะไรมาบ้างนี่ ไม่รู้เหมือนกันนะ ช่วงนี้แม้งานจะหนัก แต่ก็ไม่ท้อเท่าไหร่ คืนวันศุกร์ดู Notting Hill ถึงตี 4 บ้าไปแล้ว ก่อนหน้านั้นก็ไป Fitness มานิดหน่อย และแวะไปดูบู้ธของน้องๆ ที่ Impact เดินหลงอีก เหนื่อยกว่าไป Fitness อีก เลยต้องไปต่อข้าวต้ม
วันเสาร์เลยเหนื่อยมาก ว่าจะทำโน่นทำนี่เลยไม่ได้ทำเท่าไหร่ อ่านหนังสือไปได้นิดหน่อย หาข้อมูลในเนท ซื้อของใช้ แวะไปบู้ธแป๊บหนึ่ง แล้วไป Fitness อีกแป๊บ มาหาไรกินต่อ แป๊บเดียว 4 ทุ่มแล้ว ดูผ่านไปเร็วมากเลย
จริงๆ มันก็มีอะไรน่าจดจำเหมือนกันนะ แค่มีเพื่อนให้พูดคุยบ้าง ระบายบ้าง ให้กำลังใจกันบ้าง แค่นี้ก็โอเคแล้วนะ
ไม่รู้จะเขียนไร คิดไม่ออก ง่วง 55
คิดว่าคงจะพยายามมาเขียนในนี้เรื่อยๆ เพราะมันก็มีสิ่งที่ดีๆ ให้จำได้อยู่เยอะเหมือนกัน
เชื่อว่าหลายคนคงมีอะไรให้จำกันเยอะแยะเหมือนกัน ถึงได้มาเขียนอะไรกันได้เยอะแยะ 55
ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนผมหรือป่าว ที่มักจะ "ชอบช้ำ" 555 จริงๆ แล้วคือ "ชอบซ้ำ" ต่างหาก อ่านเร็วๆ อาจจะสับสนได้ ช้ำ หรือ ซ้ำกันแน่ สำหรับผม ช้ำ นี่มักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวก ช้ำใจ ช้ำเลือด หรือชอกช้ำ มันคงไม่ค่อยดีแน่
แต่ถ้า ชอบซ้ำ นี่คงเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำ เอ้ย มันคืออาการที่ชอบอะไรมากๆ ต่างหากล่ะ เช่น
ชอบฟังเพลงๆ นี้มากๆ ก็มักจะ ชอบฟังซ้ำ บ่อยๆ
หรือชอบดูหนังเรื่องหนึ่งมาก ก็มักจะ ชอบดูซ้ำ บ่อยๆ
หรือ อะไรอีก ชอบใครมากๆ แล้วเขาไม่รักตอบ ก็มักจะ ชอบเจ็บซ้ำ อยู่ร่ำไป 555
จริงๆ ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองกำลังเจ็บซ้ำอะไรหรอก คือ วันก่อนได้ดู Notting Hill ผ่านๆ ในทีวี ถึงฉากที่เราชอบพอดี คือ ตอนที่นางเอก คือ Anna Scott (Julia Roberts) กลับมาหาพระเอก เพื่อขอคืนดี แต่พระเอกเราก็งี่เง่า คิดไปเอง ว่านางเอกรังเกียจ ยังงั้น ยังงี้ (คิดไปเอง นี่ผมเป็นบ่อย) แล้วก็เลย โง่ อยู่พักหนึ่ง ผมชอบบทพูดของ Julia มาก คือ
"I'm just a girl, standing in front of a boy, asking him to love her."
คือแบบว่า เด็ดขาดมาก น้ำตาซึมเลย ถ้าเกิดมีใครมาพูดกับเราแบบนี้คงสุดยอด (สงสัยได้แต่ฝันแน่ๆ) นี่ขนาด ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น ซึ่งในเรื่องนี้ Julia ก็แบบสวยมาก ราศีจับ 55 ก็นะ หนังในดวงใจ ก็เลยชอบมากเป็นพิเศษ คือตั้งแต่ดูหนังมา ยังไม่เจอ Romantic Comedy เรื่องไหนดีเท่านี้เลย
คาดว่าเร็วๆ นี้คงได้ดูอีกรอบแน่ๆ คือ เป็นพวกชอบดูซ้ำไปซ้ำมา
แต่ก็เอานะความสุขเล็กๆ น้อย ทำงานหนักมาตลอด ผ่อนคลายบ้างก็น่าจะดี
รู้สึกว่าตอนนี้ฟิตยังไงไม่รู้ สงสัยเพราะออกกำลังกายอย่างหนักด้วย
ทิ้งท้าย รู้สึกว่า Community ที่ Vox นี่ดีเหมือนกันนะ ทุกคนดูจริงใจกันดี แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางทีได้อ่านความเห็นของเพื่อนบ้านเรา ก็รู้สึกดี ได้รับกำลังใจ มี Comment บ้างเล็กน้อย
ชีวิตคนเราคงไม่ต้องการอะไรมากมายหรอก มิตรภาพน่าจะสำคัญที่สุดเลย ไปที่ไหน ถ้าขาดตรงนี้คงแย่
Thank God I found you, EVERYONE! haha
หลังจากชีวิต ระเนระนาด (สะกดถูกหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) มาอยู่ช่วงหนึ่ง ก็นานเหมือนกันนะ
ทุกอย่างเริ่มจากอาการป่วยที่ยาวนานมากกว่า 2 อาทิตย์ (ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี) คือรู้สึกว่า สุขภาพเข้าขั้นแย่ละ ไม่เคยป่วยนานขนาดนี้ งานก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอร่างกายแย่ จิตใจก็พลอยแย่ไปด้วย แถมทำโน่นทำนี่หลายอย่างมาก จนไม่มีเวลาให้กับพระเจ้า (อันนี้ คงอธิบายให้คนที่บังเอิญมากเข้าใจได้ยากหน่อย)
พอทุกเริ่ม Down หมด โดยเฉพาะประเด็นหลัง อะไรๆ มันก็แย่ไปหมด จิตใจแย่ จิตวิญญาณเริ่มแย่ ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเวิร์ก บ้าบอไปเยอะมาก รู้สึกตัวอีกทีก็เข้าขั้นวิกฤตแล้ว แต่ก็ขอบคุณพระเจ้านะ ที่ทุกอย่างมันยังไม่สายเกินแก้ ตอนแรกนึกไม่ออกว่าจะทำยังไง ก็พยายามตะเกียกจะกายเอา ทำเท่าที่ทำได้ ค่อยๆ ตีมันกลับมาเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ก็รู้สึกว่าอยู่ในสภาวะรับได้แล้ว
ร่างกายซึ่งยังไม่หายดี แต่เราก็เริ่มกลับมาออกกำลังกายแล้ว แม้จะเหนื่อยมาก แต่รู้สึกดีขึ้นนะ แทบจะหายป่วยแล้ว และได้ลองไปตรวจสุขภาพดู ก็รู้เรื่องที่น่าตกใจคือ ไขมันเรามีเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์แน่ะ แม้ไม่เที่ยงตรงนัก แต่ก็ทำให้เราหน้าซีดได้ ใครที่อ่านถึงตรงนี้คงต้องสำรวจตัวเองกันบ้างว่า สุขภาพเราอยู่ไหนระดับไหนแล้ว 555
ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางจนได้ เวลาก็พอจะมีมากขึ้น วันนี้ได้อ่านพระคัมภีร์ อ่านหนังสือความรู้ อ่านอะไรหลายอย่างมาก และเริ่มเข้าสู่แผนการที่วางไว้ และได้ฟื้นจิตวิญญาณกลับมาเยอะเลย
Bridge ก็ปิดเล่มเรียบร้อย คือส่งงานเขาเรียบร้อย
ที่นี่บางสะพาน ก็ยอมจำนนลูกค้าไปเรียบร้อย ไม่ติสต์ล่ะ made by order เต็มที่ ส่วนหนึ่งเราก็พลาดด้วย ไม่เป็นไร แก้ตัวใหม่
Gsus7 อันนี้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไหร่ ไม่รู้สิ คือ ที่ผ่านมา ถือว่าลงแรง ลงสมองไปเยอะพอควรเลย 4 เดือนได้มั๊ง ที่ลงแรงไปแบบ จนเสียสมดุลไปเลย คือ เวลาเราทำอะไร เราก็จะ In นะ ทำเต็มที่ บ้ากับมัน ขนาดว่ากั๊กๆ พลังไว้บ้าง ยังเผลอทำจนเกินตัวไปหน่อย รู้สึกว่าจดจ่อกับมันมากกว่างานประจำด้วยซ้ำไป ซึ่งก็ไม่ดีหรอก ตอนนี้ก็เลย ถอยออกมานิดหนึ่ง ขอหายใจก่อน คงช่วยแหล่ะ ก็เพื่อนๆ น้องๆ กัน คงไม่ทิ้งกันหรอก แต่ไม่รู้มีใครอยากให้ช่วยหรือเปล่า 555
ไม่ค่อยอยากจะเขียนเรื่องนี้เลย เพราะไม่รู้คนอ่านจะเข้าใจหรือไม่ คือ เราจะเลือกทำอะไรระหว่าง "สิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้อง" กับ "สิ่งที่คนอื่นคิดว่ามันถูกต้อง"
- ถ้าทั้งสองอย่าง คือ "คนอื่น" ซึ่งในที่นี้หมายถึง สังคมที่เราอยู่ กับ ตัวเรา คิดตรงกัน เราก็จะสามารถทำได้อย่างสบายใจ ไม่ลำบากใจ
- แต่ถ้า คนอื่น กับ เรา คิดไม่เหมือนกันละ คุณก็ต้องเลือกแล้วว่าจะทำยังไง
- ถ้าเลือกทำตามที่เราคิด เราสบายใจ แต่คนอื่นอาจจะไม่สบายใจและไม่เข้าใจเรา
- ถ้าเลือกทำตามที่คนอื่นคิด คนอื่นสบายใจ และเราเครียด เซ็ง เบื่อ
แม้ตอนนี้เราจะยังไม่ได้แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเราทำถูกต้องมันซะหมด แต่ก็มั่นใจว่า เราทำเต็มที่แล้วล่ะ งาน office ก็เต็มที่ พยายามสื่อสารกับที่บ้านมากขึ้น มีเวลาออกกำลังกายบ้าง วันละหนึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 4 วัน อ่านหนังสือที่จำเป็น ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็ถือว่าสมดุลระดับหนึ่งล่ะ ไม่มีอะไรเป็นสูตรนะ แค่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
ต่อจากนี้จะไม่ทำอะไรแบบ Extreme เกินไปอีกแล้ว ต้องทำทุกอย่างให้ดี เพราะเราต้องทำหลายอย่างจริงๆ ถ้าเรามี 10 อย่าง แต่ทำอย่างเดียวได้ดี และที่เหลือแย่หมด นั้นถือว่าแย่แล้ว ถึงแม้ทำงานดี perfect ไม่ได้คุยกับพ่อกับแม่ หรือน้องเลย อันนี้ก็แย่แล้ว แย่จริงๆ นะ ฉะนั้น คงต้อง keep ทุกอย่างให้ได้ เพื่อที่จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง
ยาวเกินล่ะ ไว้มาต่อใหม่ดีกว่า
ช่วงสัปดาห์เจอกันเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด
เริ่มตั้งแต่ ไม่เข้าใจว่าคนนี้ทำไมคิดแบบนี้ ทำแบบนี้
คนนั้นทำไมต้องทำแบบนี้
หรือแม้แต่เราคิดงานอยู่คนเดียว แต่กลับลืมสื่อสารให้ลูกค้า
ว่าจะเอาแบบนี้นะ ทำให้พอถึงจุดที่ทุกอย่างต้องสรุป
เราก็ทำอย่างที่เราคิด ลูกค้าก็หวังจะเห็นอย่างที่เขาคิด
มันก็เลยแบบว่า เละเลย
แม้สิ่งที่เราทำจะดี และคิดว่าดีมากๆ ด้วย
แต่ถ้าลูกค้าไม่รับมัน ก็เดินต่อไม่ได้
มันต้องมีคนถอยสักคน ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ต้องเป็นเรา
ตอนนี้ต้องหาทางออกจากจุดที่แบบ เข้าใจผิด อะไรแบบนี้ให้ได้เรา
ต้องไม่คิดเองคนเดียว สื่อสารมากขึ้น คุยมากขึ้น
ที่สำคัญ เราคงต้องสื่อสารกับพระเจ้ามากขึ้น
ไม่งั้นแย่แน่ มั่วไปหมด
แต่ยังไง มันก็ต้องเดินต่อไป แม้พลาดบ้างผิดบ้าง
พระเจ้ายังให้โอกาสเราอยู่เสมอ
ซึ่งโอกาสนี้ คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า
เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ยังมีคนคอยให้โอกาสอยู่